ทำไมระบบออฟกริดต้อง "เริ่มจากโหลด" เสมอ
ต่างจากระบบออนกริดที่มีการไฟฟ้าเป็นแหล่งสำรองไม่จำกัด ระบบออฟกริดต้องผลิตและเก็บไฟให้พอใช้ด้วยตัวเองทั้งหมด การออกแบบจึงต้องเริ่มจากการประเมินโหลดให้แม่นยำก่อน ถ้าประเมินโหลดต่ำเกินจริง ระบบจะไฟหมดกลางคืน ถ้าเผื่อมากเกินไป ต้นทุนแบตและแผงจะบานปลายโดยไม่จำเป็น
ขั้นที่ 1: ทำตารางโหลด (Load Profile)
ลิสต์อุปกรณ์ไฟฟ้าทุกตัว พร้อมกำลังไฟ (วัตต์) และชั่วโมงใช้งานต่อวัน แล้วคูณกันเป็นพลังงานต่อวัน (Wh/วัน)
> ตัวอย่าง: หลอด LED 10 ดวง × 10W × 5 ชม. = 500 Wh; ตู้เย็น 150W × 24 ชม. (แต่คอมเพรสเซอร์ทำงานจริงราว 1 ใน 3) ≈ 1,200 Wh; ทีวี 100W × 4 ชม. = 400 Wh
แยกโหลดกลางวัน (ใช้ไฟจากแผงตรง) กับโหลดกลางคืน (ต้องดึงจากแบต) เพราะมีผลต่อการกำหนดขนาดแบตเตอรี่โดยตรง
ขั้นที่ 2: เผื่อการสูญเสียของระบบ
พลังงานที่ต้องผลิตจริงมากกว่าโหลดที่คำนวณ เพราะมีการสูญเสียในอินเวอร์เตอร์ สายไฟ และการชาร์จ/คายแบต โดยทั่วไปเผื่อราว 20–30%
ขั้นที่ 3: กำหนดขนาดแบตเตอรี่และวันสำรอง (Days of Autonomy)
แบตต้องเก็บพลังงานพอสำหรับโหลดกลางคืน คูณด้วยจำนวนวันที่ต้องสำรองเผื่อวันฝน/แดดน้อย (ทั่วไป 1–3 วัน) แล้วหารด้วยความลึกการคายประจุที่ใช้ได้จริง ตาม V2P Standard ใช้ความจุใช้งานได้ = ความจุ × 0.9 สำหรับแบต LiFePO4
ขั้นที่ 4: กำหนดขนาดแผง
แผงต้องผลิตไฟพอสำหรับโหลดทั้งวัน บวกชาร์จแบตคืนให้เต็มภายในชั่วโมงแดดดี (Peak Sun Hours) ของพื้นที่ ซึ่งภาคใต้เฉลี่ยราว 4.5–5 ชม./วัน แต่ต้องเผื่อวันแดดน้อยด้วย
สรุปแนวทาง V2P
ระบบออฟกริดที่ดีคือระบบที่ "พอดี" กับโหลดจริง V2P เก็บข้อมูลการใช้ไฟจริงและออกแบบเผื่อวันแดดน้อยตามสภาพภูมิอากาศภาคใต้ ไม่ใช้สูตรสำเร็จ เพราะการประเมินโหลดผิดเพียงเล็กน้อยส่งผลต่อทั้งความเสถียรและต้นทุนตลอดอายุระบบ
แอดไลน์ส่งรูปบิลค่าไฟ ให้วิศวกร ภฟก. 6735 วิเคราะห์ให้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่ตื๊อขายของ
📲 แอดไลน์ปรึกษาวิศวกรฟรี